Back to Site
Exclusive Insight

GOLDEN PORTFOLIO

วิเคราะห์ทิศทางทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลระดับพรีเมียม

Thai Gold (Sell)
กำลังโหลดข้อมูล...

ราคาสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย

Bitcoin / THB
กำลังโหลดข้อมูล...

ข้อมูลเรียลไทม์จาก Binance

USD Exchange Rate
กำลังโหลดข้อมูล...

อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน

Gold Market Analysis

กราฟเทคนิคราคาทองคำตลาดโลก (Spot Gold) แบบ Real-time

LIVE MARKET

Spot Indices

Gold World Spot
กำลังโหลด...
Ethereum / THB
กำลังโหลด...
Silver Spot
กำลังโหลด...
Update: 20:37:11

ข้อมูลอ้างอิงจากตลาดโลก อัปเดตทุกๆ 10 นาที

Investment Insights

คัดสรรสาระน่ารู้และบทวิเคราะห์เพื่อการลงทุนที่ชาญฉลาด

เจาะลึกการลงทุน 'แร่เงิน' (Silver): สินทรัพย์หลบภัยแห่งอนาคต? วิเคราะห์ราคาและโอกาสทำกำไร
เลนส์ลงทุน
24 Jan 2026 | 11 views

เจาะลึกการลงทุน 'แร่เงิน' (Silver): สินทรัพย์หลบภัยแห่งอนาคต? วิเคราะห์ราคาและโอกาสทำกำไร

บทนำ: ทำไม "แร่เงิน" ถึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง? เมื่อพูดถึงการลงทุนในโลหะมีค่า คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงทองคำเป็นอันดับแรก แต่ในแวดวงนักลงทุนระดับโลก มีสินทรัพย์อีกชนิดหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด นั่นคือ แร่เงิน (Silver) โลหะสีขาวแวววาวที่ไม่ใช่เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับทำเครื่องประดับ แต่ยังเป็นทั้ง "สินทรัพย์หลบภัย" ในยามวิกฤต และ "วัตถุดิบสำคัญแห่งโลกอนาคต" บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติของการลงทุนในแร่เงิน ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตว่าราคาจะไปได้ไกลแค่ไหน และเหมาะกับนักลงทุนชาวไทยอย่างเราหรือไม่ เสน่ห์ของแร่เงิน: โลหะสองบทบาทที่นักลงทุนต้องรู้ ความพิเศษของแร่เงินที่แตกต่างจากทองคำอย่างชัดเจน คือการมีบทบาทสำคัญถึง 2 ด้าน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนราคาโดยตรง: ความต้องการด้านการลงทุน (Investment Demand): เช่นเดียวกับทองคำ แร่เงินถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อค่าเงินอ่อนค่าลงหรือตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนมักจะโยกย้ายเงินทุนมาพักไว้ในโลหะมีค่าอย่างเงินและทองคำ ทำให้ความต้องการในรูปแบบของเงินแท่ง (Silver Bars) เหรียญเงิน (Silver Coins) หรือการลงทุนผ่านกองทุน ETF เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Demand): นี่คือจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของแร่เงิน เพราะเงินเป็นโลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดในบรรดาโลหะทุกชนิด ทำให้มันเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์, รถยนต์ไฟฟ้า (EV), อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, สมาร์ทโฟน, เทคโนโลยี 5G ไปจนถึงเครื่องมือทางการแพทย์ ความต้องการในส่วนนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามเมกะเทรนด์ของโลก วิเคราะห์แนวโน้มราคาแร่เงิน: จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต อดีตที่ผันผวน: บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ราคาแร่เงินในอดีตมีความผันผวนสูงมาก เคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกในปี 1980 จากเหตุการณ์ที่พี่น้องตระกูล Hunt พยายามกว้านซื้อเพื่อปั่นราคา และอีกครั้งในปี 2011 หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เคยมีช่วงที่ราคาซบเซาเป็นเวลานาน สิ่งนี้สอนให้นักลงทุนรู้ว่า แร่เงินเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงเช่นกัน สถานการณ์ปัจจุบัน: ปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนราคา ในปัจจุบัน ราคาแร่เงินได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงทั่วโลก, สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย และความแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยปกติแล้ว หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงแร่เงินมักจะปรับตัวลดลง และในทางกลับกัน ทิศทางในอนาคต: ปัจจัยบวกและลบที่ต้องจับตา อนาคตของแร่เงินดูสดใสอย่างน่าสนใจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา: ปัจจัยบวก (Bullish Factors): การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition): ความต้องการใช้แผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ถือเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการแร่เงินในภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ เทคโนโลยี 5G และอิเล็กทรอนิกส์: การเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคตล้วนต้องพึ่งพาแร่เงินเป็นส่วนประกอบสำคัญ ภาวะอุปทานตึงตัว (Supply Deficit): การผลิตจากเหมืองแร่เงินอาจเติบโตไม่ทันต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้น อัตราส่วนราคาทองคำต่อเงิน (Gold-to-Silver Ratio): ในอดีตอัตราส่วนนี้มักจะวิ่งอยู่ในระดับ 50-60 เท่า (ทองคำ 1 ออนซ์ แลกเงินได้ 50-60 ออนซ์) แต่ในปัจจุบันอัตราส่วนนี้ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก (เช่น 80-90 เท่า) ซึ่งบ่งชี้ว่าแร่เงินยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับทองคำ และมีโอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ลง ปัจจัยลบ (Bearish Factors): ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย (Global Recession): หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง อาจทำให้ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมลดลงและกดดันราคาได้ อัตราดอกเบี้ยสูง: การที่ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง จะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอย่างดอกเบี้ยหรือเงินปันผล (เช่น เงินและทองคำ) มีความน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร ราคาแร่เงินจะไปได้สูงสุดเท่าไหร่? เป็นคำถามที่ตอบได้ยากที่สุด แต่เราสามารถวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีได้ การคาดการณ์ราคาในอนาคตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะแม่นยำ 100% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าระดับราคาสูงสุดเดิมที่ประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ คือเป้าหมายทางจิตวิทยาที่สำคัญที่ราคาอาจกลับไปทดสอบได้อีกครั้งในอนาคต ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Bullish Scenario) หากปัจจัยบวกทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมสีเขียวและการที่นักลงทุนหันมาถือแร่เงินเพื่อหนีเงินเฟ้ออย่างจริงจัง นักวิเคราะห์สายกระทิงบางรายมองว่าราคาแร่เงินมีศักยภาพที่จะทะลุจุดสูงสุดเดิมและอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 70 - 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือสูงกว่านั้นได้ในระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดการณ์และนักลงทุนควรใช้วิจารณญาณอย่างสูง สรุป: แร่เงินน่าลงทุนแค่ไหน? ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทน ข้อดีและโอกาสในการลงทุนแร่เงิน ราคาเข้าถึงง่ายกว่าทองคำ: ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่าทองคำมาก ทำให้รายย่อยสามารถเข้าลงทุนได้ง่าย ศักยภาพเติบโตสูง: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเมกะเทรนด์ของโลก เช่น พลังงานสะอาดและเทคโนโลยี 5G กระจายความเสี่ยง: เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่ดีเยี่ยม ช่วยป้องกันความมั่งคั่งจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน ข้อควรระวังและความเสี่ยง ความผันผวนสูง: ราคาแร่เงินมีความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ อาจปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ: เนื่องจากครึ่งหนึ่งของความต้องการมาจากภาคอุตสาหกรรม ราคาจึงอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ไม่มีกระแสเงินสด: การถือครองเงินแท่งหรือเหรียญเงินไม่มีการจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ยเหมือนหุ้นหรือพันธบัตร ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ: หากลงทุนในเงินกายภาพ (Physical Silver) อาจมีต้นทุนในการหาที่จัดเก็บที่ปลอดภัย บทสรุปส่งท้าย: แร่เงินเหมาะกับนักลงทุนแบบไหน? แร่เงินเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ นักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว ที่เข้าใจและยอมรับความผันผวนได้ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด และต้องการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนของตนเองออกจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่สนใจ อาจเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนจำนวนไม่มาก หรือลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่ซื้อขายได้สะดวกและไม่มีภาระในการจัดเก็บ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้รอบด้าน (Do Your Own Research) ประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

อ่านเพิ่มเติม
เจาะลึกอนาคต Bitcoin ปี 2026: วิเคราะห์แนวโน้มราคา พร้อมเปิดแนวรับ-แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา
เลนส์ลงทุน
24 Jan 2026 | 10 views

เจาะลึกอนาคต Bitcoin ปี 2026: วิเคราะห์แนวโน้มราคา พร้อมเปิดแนวรับ-แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา

บทนำ: ท่องสู่ปี 2026 อนาคต Bitcoin จะเป็นอย่างไร? สวัสดีครับพี่น้องนักลงทุนชาวไทยทุกท่าน! ในขณะที่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและโอกาส คำถามที่หลายคนสงสัยคือ "ทิศทางของ Bitcoin ในปี 2026 จะเป็นอย่างไร?" หลังจากผ่านพ้นปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ในปี 2024 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วมักจะเป็นตัวจุดชนวนตลาดกระทิงรอบใหม่ ปี 2025 จึงถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีแห่งการพุ่งทะยาน แต่ปี 2026 ล่ะ? จะเป็นปีแห่งการสร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง, ปีแห่งการพักฐานเพื่อไปต่อ, หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีรอบใหม่? บทความนี้จะพาาทุกท่านไปวิเคราะห์แนวโน้มราคา Bitcoin ในปี 2026 อย่างละเอียด ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว พร้อมชี้เป้าแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและวางแผนกลยุทธ์การลงทุนกันครับ ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคา Bitcoin ในปี 2026 ก่อนจะไปดูเรื่องตัวเลขราคา เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อราชาแห่งคริปโตฯ ในปี 2026 ซึ่งปัจจัยหลักๆ มีดังนี้: ผลกระทบหลัง Halving (Post-Halving Effect): โดยปกติแล้ว 12-18 เดือนหลัง Halving มักจะเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ซึ่งจะตรงกับช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ดังนั้น ปี 2026 อาจเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างมาก แต่อาจตามมาด้วยการปรับฐานครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังตามวัฏจักรในอดีต สภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomics): นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวและเงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหา Bitcoin อาจถูกมองเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่า (Store of Value) ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น การยอมรับจากสถาบันและการกำกับดูแล (Institutional Adoption & Regulation): การเติบโตของ Spot Bitcoin ETFs จะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบในประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาในระยะยาว การพัฒนาทางเทคโนโลยี: การพัฒนาบนเครือข่าย Bitcoin เช่น Lightning Network หรือ Layer-2 Solutions อื่นๆ ที่ช่วยให้การทำธุรกรรมรวดเร็วและถูกลง จะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยจริงให้กับ Bitcoin และอาจเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ วิเคราะห์แนวโน้มราคา Bitcoin ปี 2026 ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (รายไตรมาส), ระยะกลาง (ครึ่งปี), และระยะยาว (ภาพรวมทั้งปี) 1. แนวโน้มระยะสั้น (รายไตรมาส) ในปี 2026 ความผันผวนรายไตรมาสจะยังคงสูงมาก โดยมีฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ดังนี้: ไตรมาสที่ 1 (มกราคม - มีนาคม): อาจเป็นช่วงที่ตลาดได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากปลายปี 2025 ราคาอาจพุ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญใหม่ๆ นักลงทุนรายย่อยอาจเข้ามาในตลาดอย่างคึกคักเพราะกลัวตกรถ (FOMO) ไตรมาสที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน): อาจเป็น "จุดพีค" ของรอบนี้ หากราคาทำ All-Time High ใหม่ได้สำเร็จ อาจเกิดแรงเทขายทำกำไรอย่างหนักจากนักลงทุนระยะยาวและสถาบันต่างๆ ทำให้เกิดการปรับฐานครั้งแรกของปี ไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน): มักจะเป็นช่วงที่ตลาดซบเซา ราคาอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างๆ (Sideways) เพื่อสะสมกำลัง นักลงทุนต้องใช้ความอดทนสูงในช่วงนี้ ไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม): ทิศทางในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับ 3 ไตรมาสแรก หากการปรับฐานไม่รุนแรงเกินไป อาจมีการฟื้นตัวเล็กน้อยส่งท้ายปี แต่หากหลุดแนวรับสำคัญ อาจเป็นการยืนยันการเข้าสู่ตลาดหมีรอบใหม่ 2. แนวโน้มระยะกลาง (ครึ่งปีแรก vs ครึ่งปีหลัง) ครึ่งปีแรก (H1 2026): คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด โดยมีโอกาสสูงที่ราคาจะทำจุดสูงสุดใหม่ของวัฏจักรนี้ ปัจจัยจากกระแส ETF และความเชื่อมั่นของตลาดจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการปรับฐานแรงๆ ก็สูงตามไปด้วยเช่นกัน ครึ่งปีหลัง (H2 2026): มีแนวโน้มที่จะเป็นช่วงของการ "ชะลอตัว" หรือ "ปรับฐาน" หลังจากที่ราคาได้พุ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า ตลาดจะเริ่มมองหาฐานราคาใหม่ และปริมาณการซื้อขายอาจลดลง นักลงทุนที่เข้าซื้อตอนราคาสูงอาจเริ่มขาดทุนและเกิดแรงแพนิคได้ 3. แนวโน้มระยะยาว (ภาพรวมตลอดทั้งปี 2026) เมื่อมองภาพรวมทั้งปี 2026 สามารถแบ่งออกเป็น 2-3 สถานการณ์หลัก: สถานการณ์กระทิง (Bullish Case): Bitcoin ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก อาจไปถึงระดับ $150,000 - $200,000 ก่อนที่จะปรับฐานลงมาตั้งหลักในโซน $80,000 - $100,000 ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งถือเป็นการปรับฐานเพื่อไปต่อในวัฏจักรหน้า สถานการณ์ทรงตัว (Neutral Case): ราคาอาจทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่ไม่สูงอย่างที่คาดการณ์ไว้ เช่น อาจจะไปถึงบริเวณ $100,000 - $120,000 แล้วหลังจากนั้นก็เคลื่อนไหวในกรอบกว้างๆ ตลอดทั้งปี โดยไม่หลุดแนวรับสำคัญเดิม สถานการณ์หมี (Bearish Case): หากมีปัจจัยลบที่รุนแรงมากระทบ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือกฎระเบียบที่เข้มงวดอย่างไม่คาดฝัน ราคาอาจไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ และปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง กลับไปทดสอบแนวรับในโซน $50,000 - $60,000 หรือต่ำกว่านั้น เปิดแนวรับ-แนวต้านสำคัญของ Bitcoin ในปี 2026 จากกาารวิเคราะห์ข้างต้น เราสามารถสรุปแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยาและทางเทคนิคที่สำคัญสำหรับปี 2026 ได้ดังนี้ (ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์เพื่อใช้ประกอบการวางแผน ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน) แนวต้านสำคัญ (Key Resistance Levels) R1: $100,000 - ด่านแรกที่เป็นเป้าหมายทางจิตวิทยาสูงสุด หากผ่านไปได้จะสร้างความเชื่อมั่นอย่างมหาศาล R2: $125,000 - แนวต้านที่อาจเกิดจากการวัดเป้าหมายด้วย Fibonacci Extension จากวัฏจักรก่อนหน้า R3: $150,000 - $200,000 - โซนที่คาดว่าอาจเป็นจุดสูงสุดของวัฏจักร (Cycle Top) ซึ่งน่าจะเกิดแรงเทขายทำกำไรมหาศาล แนวรับสำคัญ (Key Support Levels) S1: $80,000 - $85,000 - โซนที่อาจกลายเป็นแนวรับแรกหลังจากการปรับฐานจากจุดสูงสุดใหม่ S2: $69,000 - จุดสูงสุดเดิมของปี 2021 ซึ่งเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่แข็งแกร่งมาก หากราคายังยืนเหนือระดับนี้ได้ ภาพรวมยังคงเป็นบวก S3: $52,000 - $55,000 - แนวรับสุดท้ายที่สำคัญ หากราคาหลุดจากโซนนี้ อาจเป็นการยืนยันการเข้าสู่ตลาดหมีอย่างเต็มตัว บทสรุปและคำแนะนำสำหรับนักลงทุน ปี 2026 ถือเป็นปีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับ Bitcoin โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นปีแห่ง "จุดเปลี่ยน" ของวัฏจักร อาจเริ่มต้นด้วยความร้อนแรงและจบลงด้วยการปรับฐานเพื่อเข้าสู่ช่วงสะสมพลังใหม่ นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่สูงมาก กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการไม่คาดเดาตลาด แต่เป็นการวางแผนรับมือในทุกสถานการณ์ การมีจุดเข้าซื้อ (Entry) และจุดขายทำกำไร/ตัดขาดทุน (Exit) ที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA - Dollar-Cost Averaging) ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีเสมอ สุดท้ายนี้ โปรดจำไว้ว่าการวิเคราะห์ทั้งหมดนี้อ้างอิงจากข้อมูลในอดีตและสภาวะตลาดปัจจุบัน อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเสมอ ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม (Do Your Own Research) และลงทุนด้วยความระมัดระวังในจำนวนเงินที่พร้อมจะเสียได้เท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ!

อ่านเพิ่มเติม
วิเคราะห์เจาะลึก: ราคาทองคำจะทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วง 26-30 มกราคม 2569 ได้หรือไม่? พร้อมแนวรับแนวต้าน
เลนส์ลงทุน
24 Jan 2026 | 12 views

วิเคราะห์เจาะลึก: ราคาทองคำจะทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วง 26-30 มกราคม 2569 ได้หรือไม่? พร้อมแนวรับแนวต้าน

บทวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำ: สัปดาห์มหาโหด 26 - 30 มกราคม 2569ปัจจุบันราคาทองคำไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวตามกลไกตลาดปกติ แต่กำลังอยู่ในสภาวะ "Bullish Acceleration" หรือการเร่งตัวในขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีปัจจัยหนุนที่ซับซ้อนกว่าทุกครั้ง1. วิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน (Market Drivers)วิกฤตความเชื่อมั่นต่อธนาคารกลาง (Fed Independence): ข่าวการสอบสวนประธานเฟด (Jerome Powell) สร้างความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ดอลลาร์และเข้าถือทองคำในฐานะ "Safe Haven" สูงสุดเป็นประวัติการณ์แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์: ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อพันธมิตร NATO และนโยบายต่างประเทศที่ตึงเครียด กระตุ้นกระแส "De-dollarization" (การลดการพึ่งพาดอลลาร์) จากธนาคารกลางทั่วโลกที่เดินหน้าซื้อทองคำเข้าทุนสำรองอย่างต่อเนื่องทางเทคนิค: การทะลุแนวต้านสำคัญที่ $4,600 และ $4,800 ขึ้นมาได้แบบไม่มีแรงขายทำกำไรที่รุนแรง แสดงถึงความแข็งแกร่งของเทรนขาขึ้น (Uptrend) ที่ชัดเจนมาก2. แนวโน้มราคาวันที่ 26 - 30 มกราคม 2569: จะทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) อีกไหม?มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทองคำจะทดสอบระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $5,000 - $5,050 ในช่วงสัปดาห์นี้ช่วงต้นสัปดาห์ (26-27 ม.ค.): คาดว่าจะมีการพักตัวสั้นๆ (Sideway Up) เพื่อสะสมพลัง หลังจากพุ่งแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาช่วงปลายสัปดาห์ (28-30 ม.ค.): หากมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมหรือตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอ มีโอกาสเห็นการ "Short Squeeze" หรือการไล่ราคาไปจนถึงจุดสูงสุดใหม่ที่อาจไปแตะ $5,150 ได้ก่อนจบเดือน3. แนวรับ - แนวต้าน ที่ชัดเจน (Technical Levels)จากการวิเคราะห์กราฟเทคนิคในระดับ Day และ 4-Hour นี่คือตัวเลขที่คุณต้องจับตา:ระดับGold Spot (USD/oz)ทองคำแท่งไทย 96.5% (บาทละ)*แนวต้าน 2 (Target)$5,15075,500 บาทแนวต้าน 1 (Psychological)$5,000 - $5,05074,200 บาทราคาปัจจุบัน$4,98873,100 บาทแนวรับ 1 (Support)$4,90072,000 บาทแนวรับ 2 (Stop Loss)$4,87071,500 บาท*คำนวณจากค่าเงินบาทที่ประมาณ 31.00 บาท/ดอลลาร์ และค่า Premium/Discount ตามตลาดปัจจุบัน4. กลยุทธ์การลงทุน (Investment Guidance)"Trend is your friend, but don't chase the peak."สำหรับผู้ที่มีของอยู่แล้ว: แนะนำให้ "Let the profit run" แต่ควรขยับจุด Trailing Stop ขึ้นมาอยู่ที่ $4,900 หากราคาไม่หลุดระดับนี้ ให้ถือต่อไปเพื่อลุ้นเป้าหมาย $5,050 และ $5,150สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่: ไม่แนะนำให้ "ไล่ราคา" ที่ $4,988 เพราะมีความเสี่ยงจากการย่อตัวทำกำไร (Profit Taking) ควรรอจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) บริเวณแนวรับ $4,920 - $4,900 โดยตั้งจุดตัดขาดทุนชัดเจนที่ $4,870ความเสี่ยงที่ต้องระวัง: ในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (เช่น Nvidia) หากตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอย่างรุนแรง อาจมีแรงเทขายทองคำเพื่อโยกเงินกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงได้ชั่วคราวสรุป: สัปดาห์วันที่ 26-30 มกราคม 2569 คือสัปดาห์แห่งการตัดสินว่าทองคำจะเข้าสู่ยุค $5,000 อย่างเต็มตัวหรือไม่ แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและลงทุนด้วยความระมัดระวังครับ

อ่านเพิ่มเติม